วันศุกร์ที่ 6 พฤศจิกายน 2569ฉบับออนไลน์
#ไทยรอด

ThaiRod · ข่าวเตือนภัยเพื่อคนไทย

ภัยพิบัติอัปเดตทุกชั่วโมงข่าวอื่นทุก 6 ชม.อัปเดตล่าสุด

สรุปข่าว มีแหล่งอ้างอิงทุกเรื่อง
สงคราม/ความขัดแย้ง✓ ตรวจสอบแหล่งข่าวแล้ว

ไฟดับจากการโจมตีของรัสเซีย ทำเคียฟน้ำประปาหยุดไหลนานกว่า 24 ชั่วโมง หนักสุดตั้งแต่เริ่มสงคราม

หลังรัสเซียถล่มระบบไฟฟ้ายูเครนครั้งใหญ่สุดของปี ปั๊มน้ำในกรุงเคียฟไม่มีไฟเดิน ทำให้หลายเขตไม่มีน้ำใช้เกินหนึ่งวัน ผู้เชี่ยวชาญแนะให้ชาวเมืองสำรองน้ำก่อนเข้าหน้าหนาว

ระบบประปาของเคียฟเป็นระบบรวมศูนย์ขนาดใหญ่ที่ต้องใช้ไฟฟ้าสูบน้ำส่งไปยังบ้านและอาคาร เมื่อการโจมตีเมื่อ 3 พ.ย. ตัดไฟทั้งเมือง บริษัทประปาของเมือง (Kyivvodakanal) ระบุว่าน้ำแทบหยุดส่งทั้งระบบ ร้านอาหารบางแห่งในย่านใจกลางเมืองต้องปิดห้องน้ำ ชาวบ้านต้องไปรองน้ำจากก๊อกน้ำดื่มสาธารณะ เจ้าหน้าที่เพิ่งทำให้ระบบกลับมานิ่งได้ช่วงบ่ายวันที่ 4 พ.ย. และยังต้องใช้เวลาอีกหลายชั่วโมงกว่าแรงดันน้ำจะกลับมาถึงบ้านเรือน

ที่ผ่านมาเคียฟเคยน้ำไม่ไหลหลังถูกโจมตีเพียงไม่กี่ชั่วโมง แต่ครั้งนี้ยาวกว่าหนึ่งวัน ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานอธิบายว่าเมืองเสียโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วม 3 แห่งไปตั้งแต่การโจมตีในเดือนมกราคม จึงไม่มีไฟสำรองป้อนให้ระบบน้ำเหมือนเดิม ผู้อำนวยการสถาบันด้านทรัพยากรน้ำเตือนว่าหน้าหนาวที่ระบบไฟฟ้าทำงานหนักขึ้นอาจทำให้สถานการณ์แย่ลงอีก และแนะให้ประชาชนเก็บน้ำสำรองไว้ที่บ้าน

ในวันเดียวกัน ยอดผู้เสียชีวิตจากระเบิดที่จุดแจกของช่วยเหลือในหมู่บ้านโคมือชูวาคา แคว้นซาปอริฌเฌีย ขึ้นเป็น 40 คน (ก่อนหน้านี้เรารายงาน 31 คน) ประธานาธิบดีเซเลนสกีบอกว่าอาจยังมีคนติดใต้ซากอีกกว่า 30 คน ส่วนเช้าวันที่ 5 พ.ย. โดรนรัสเซียยังโจมตีดนีโปร ซามาร์ และแคว้นเคียฟต่อ มีผู้บาดเจ็บอย่างน้อย 4 คน และเกิดไฟไหม้ที่โครงสร้างพื้นฐานกับโกดังสินค้า

ด้านการเจรจา เซเลนสกีคุยโทรศัพท์กับทูตพิเศษของสหรัฐฯ เมื่อ 4 พ.ย. ก่อนการเจรจาสามฝ่ายระดับคณะทำงานที่อาบูดาบีซึ่งกำหนดไว้วันที่ 10 พ.ย. ยังไม่มีสัญญาณว่าจะหยุดยิงได้ในเร็วๆ นี้

ควรทำอะไร

  • บทเรียนสำหรับคนไทย: ไฟดับนานอาจทำให้น้ำประปาไม่ไหลด้วย โดยเฉพาะคอนโดและอาคารสูงที่ใช้ปั๊มดันน้ำขึ้นถัง
  • เก็บน้ำดื่มสำรองพอใช้อย่างน้อย 3 วันสำหรับทุกคนในบ้าน และหมุนเวียนใช้ก่อนหมดอายุ
  • ถ้ามีญาติหรือคนรู้จักอยู่ในยูเครน ติดตามประกาศจากสถานเอกอัครราชทูตไทยและกระทรวงการต่างประเทศ