สมช. วาง 4 ฉากทัศน์รับวิกฤตตะวันออกกลาง ตั้งศูนย์ปฏิบัติการ เล็งคลังสำรองอาหารระดับชาติ
สมช. ยืนยันอาหารไทยยังพอ ไม่ต้องกักตุน แต่ยอมรับว่านมและน้ำมันปรุงอาหารบางรายการอาจตึงตัว ขณะที่คนเชียงใหม่ นครสวรรค์ พิษณุโลก แห่ซื้อของจัดกระเป๋าฉุกเฉินจนบางร้านของหมดเร็ว
การประชุมจัดขึ้นที่ทำเนียบรัฐบาลเมื่อ 4 พ.ย. โดยมี พล.อ.ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เลขาธิการ สมช. เป็นประธาน และเชิญทั้งหน่วยงานรัฐ เอกชน และอาจารย์จากหลายมหาวิทยาลัยมาร่วม ที่ประชุมมองว่าโลกอยู่ในภาวะ "วิกฤตซ้อนวิกฤต" แต่ไทยอยู่เพียงวงรอบนอก (เลขาฯ สมช. ใช้คำว่า "วงรอบที่ 3") จึงให้แต่ละหน่วยงานนำ 4 ฉากทัศน์ไปทำแผนรองรับ และจะตั้งศูนย์ปฏิบัติการ สมช. ขึ้นมาติดตามสถานการณ์และปรับแผนให้ทันสมัย โฆษก สมช. ย้ำว่านี่เป็นการเตรียมพร้อมของรัฐ ไม่ใช่การประกาศเตือนภัย
ด้านอาหาร กระทรวงเกษตรฯ รายงานว่าข้าวมีมากกว่าความต้องการในประเทศ ไข่ไก่และเนื้อสัตว์ยังพอ แต่มีบางรายการที่การผลิตกับความต้องการอาจไม่สมดุล เช่น ผลิตภัณฑ์นมและน้ำมันที่ใช้ปรุงอาหาร กระทรวงจะทำแผนปรับสมดุลไว้หากสถานการณ์ยืดเยื้อ ส่วนเรื่องคลังสำรองอาหารระดับประเทศยังเป็นเพียงแนวคิดที่ สมช. อาจเสนอในอนาคต ต้องใช้เวลาศึกษาอีก
ผลกระทบที่ สมช. ห่วงจริงๆ เป็นทางอ้อม คือราคาพลังงานโลกที่อาจสูงขึ้นแล้วลามไปถึงค่าขนส่ง ต้นทุนการผลิต ราคาสินค้า และค่าครองชีพ ส่วนภัยไซเบอร์ยังต้องเฝ้าระวัง แม้ยังไม่พบสัญญาณว่าไทยเป็นเป้าหมายโดยตรง
ในวันเดียวกัน ประชาชนหลายพื้นที่ในภาคเหนือ เช่น เชียงใหม่ นครสวรรค์ และพิษณุโลก ออกไปซื้อน้ำดื่ม อาหารแห้ง ยาสามัญ และชุดปฐมพยาบาลเพื่อจัดกระเป๋าฉุกเฉิน ห้างบางแห่งในเชียงใหม่จัดชุดสินค้าขาย 350–999 บาท และร้านในย่านตลาดธานินทร์ต้องสั่งของมาเติมด่วน อธิบดี ปภ. ชี้แจงว่ากระเป๋า 72 ชั่วโมงเป็นคำแนะนำมาตรฐานสำหรับภัยพิบัติ เช่น แผ่นดินไหว ตึกถล่ม น้ำท่วมใหญ่ ไม่ใช่สัญญาณสงคราม และได้ประสานกรมการค้าภายในให้เติมสินค้าแล้ว
ควรทำอะไร
- จัดกระเป๋าฉุกเฉินจากของที่มีอยู่ในบ้านได้เลย เน้นน้ำดื่ม อาหารแห้ง ยาประจำตัว ไฟฉาย พาวเวอร์แบงก์ สำเนาเอกสาร และเงินสดเล็กน้อย ไม่ต้องซื้อชุดสำเร็จราคาแพง
- ซื้อตามปริมาณที่ครอบครัวใช้จริงประมาณ 3 วัน ไม่ต้องกักตุนเกินจำเป็น เพื่อไม่ให้ของขาดตลาดสำหรับคนอื่น
- ถ้าพบร้านขึ้นราคาสินค้าจำเป็นเกินควร แจ้งสายด่วนกรมการค้าภายใน 1569
- ติดตามประกาศจาก สมช. และ ปภ. โดยตรง อย่าเชื่อข้อความส่งต่อที่อ้างว่ารัฐสั่งให้ตุนของ